เรื่องเล่าจากทนายเกิดผล…ตอน หนูอยากกลับบ้าน

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีก่อน เมื่อตอนผมเป็นทนายความใหม่ๆ ผมได้ขึ้นทะเบียนทนายขอแรงไว้ที่ศาลจังหวัด…..

โดยปกติเมื่อจำเลยในคดีอาญา ปฎิเสธฟ้องว่าไม่ได้ทำผิด และไม่มีทนายความ ศาลก็จะแต่งตั้งทนายความให้
โดยมีหนังสือไปถึงทนายความเพื่อมาเป็นทนายให้จำเลยตามที่ศาลตั้งให้กับจำเลย
และส่วนใหญ่ทนายที่จะเป็นทนายความที่ศาลแต่งตั้งมักจะต้องเข้าไปตั้งแต่เริ่มต้นของกระบวนการในศาล

ในเคสนี้ ผมได้รับการติดต่อให้เป็นทนายจำเลยในชั้นสืบพยานโจทก์
เลยสร้างความสงสัยให้ผมพอสมควร ผมจึงสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ศาลว่าเหตุใด
ให้ผมมาเป็นทนายในชั้นสืบพยานเลย

เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งให้ทราบว่า
จำเลยในคดีนี้เป็นชาวต่างชาติ (ชาวลาว) ถูกฟ้องว่าร่วมกันลักทรัพย์ จำเลยปฎิเสธ
และ ศาลได้ตั้งทนายความให้ 2 คน แล้ว แต่ จำเลยกับทนายมีความเห็นไม่ตรงกันและขอเลื่อนคดีเรื่อยมา

ครั้งนี้ศาลจึงไม่อนุญาตให้เลื่อน และให้สืบพยานเลย
ก่อนสืบพยาน มีเวลา เพียง 20 วัน ผมจึงเดินทางไปพบจำเลยที่เรือนจำ เพื่อซักข้อเท็จจริงกับจำเลย

เมื่อผมไปถึงเรือนจำ และเบิกตัวจำเลยมาพบ
ผมพยายามพูดคุยกับจำเลย และพยายามพูดคุยให้เขาคลายความกังวลใจ
แต่ดูเหมือนจำเลยจะวิตกกังวลใจตลอดเวลา ผมจึงเปิดใจคุยกับจำเลยว่า กังวลใจเรื่องอะไร

จำเลยตอบว่า “ผมกลัวติดคุกครับ ผมไม่มีเงินจ้างทนายด้วย “

ผมบอกกลับจำเลยว่า ผมมาช่วย ผมเป็นทนายความที่ศาลให้มาช่วย และไม่ต้องการเงินทองของเขา

จำเลยพูดต่อว่า ทนายสองคนก่อน ก็พูดแบบนี้ แต่ก็จะให้เขารับสารภาพอย่างเดียวทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำผิด

และคนในคุกก็บอกเขาว่า แม้เป็นทนายขอแรง ก็ต้องมีเงินให้เขาด้วย ถ้าไม่มีเงิน เขาก็ไม่มีแรง
ผมฟังแล้วก็ยิ้มนิดๆแต่ก็หวั่นใจว่าจะทำยังไงให้เขาเชืี่อใจผมมากกว่านี้
ผมบอกเขาว่า ผมมาช่วย เรื่องเงินผมไม่ต้องการ เงินผมมีมากกว่าเขา อย่ากลัว
ดูเหมือนเขาเริ่มยิ้มได้ ผมจึงให้เขาเล่าเหตุการณ์ให้ฟัง
เขาเล่าว่า
เมืี่อต้นปี เขา ภรรยา และน้องสาวภรรยา ชื่อ เด็กหญิงบัว เดินทางจากประเทศลาว
เพื่อมาทำงานล้างรถในปั๊มนำ้มันแห่งหนึ่งที่กรุงเทพ ต่อมามีผู้หญิงคนหนึ่ง
เป็นเมียนายตำรวจคนหนึ่งที่จังหวัดราชบุรี มาล้างรถ และเจอเด็กหญิงบัว
จึงต้องการเด็กหญิงบัวไปเป็นคนรับใช้
ทุกคนจึงยินยอมให้เด็กหญิงบัวไปทำงานบ้านคุณนายตำรวจ
แต่เมื่อผ่านไป 2 เดือน ก็เริ่มติดต่อยาก เจ้านายก็ไม่ให้รับโทรศัพท์ นานๆ จึงแอบโทรออกมาได้
จากการสอบถาม เด็กหญิงบัวบอกว่า เจ้านายไม่ให้ออกไปใหน
และห้ามติดต่อใคร เงินเดือนก็ไม่ได้รับ และอยากกลับบ้าน
จำเลยซึ่งเป็นพี่เขย จึงปรึกษากับภรรยา และวางแผนจะไปรับตัวเด็กหญิงบัว
ออกมาจากบ้านคุณนายตำรวจ โดยไม่ให้คนในบ้านรู้…

เริ่องราวจะเป็นอย่างไร ขอต่อตอนสองนะครับ

ที่มา – https://www.facebook.com/photo.php?fbid=330375830706853&set=a.160392137705224.1073741830.100012033163351

…. เมื่อเด็กหญิงไปเป็นคนรับใช้ที่บ้านคุณนายตำรวจ และเมื่อเวลาผ่านไป
จำเลยและญาติๆของเด็กหญิงบัว ก็เริ่มติดต่อเด็กหญิงบัวยากขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กหญิงบัวแอบโทรศัพท์มาบอกจำเลยว่า
เจ้านายไม่ให้ติดต่อกับใคร และไม่ให้เงินเดือน และอยากกลับบ้าน
จำเลยจึงปรึกษากับภรรยาว่า จะไปรับเด็กหญิงบัวกลับ โดยไม่ให้ใครรู้

เด็กหญิงบัวบอกจำเลยว่า ในเวลาปกติ คุณนายจะปิดประตูบ้านไม่ให้ออกไปใหน
แต่ช่วงเย็น เวลาที่ทุกคนพักผ่อน เขาจะให้เด็กหญิงบัวนำเศษอาหารออกมาทิ้งนอกบ้าน และเอามาให้สุนัขจรจัดกิน

จำเลยจึงบอกว่า จำเลยจะไปรับ และจะรออยู่ปากทางเข้าหมู่บ้าน
เมื่อเด็กหญิงบัวนำเศษอาหารมาให้สุนัขจรจัด ก็ให้ออกมาหาจำเลย ที่ปากทางหมู่บ้าน
เมื่อถึงเวลา…จำเลยจึงเหมารถแท๊กซี่งนายแดง คนรู้จักซึ่งมาล้างรถที่จำเลยทำงานเป็นประจำ ไปรับเด็กหญิงบัว

เมื่อไปถึงหน้าหมู่บ้าน ก่อนถึงเวลานัดหมาย จำเลย กับ นายแดง คนขับแท๊กซี่ ได้ขับรถเข้าไปในหมู่บ้าน
เพื่อวนหาว่า เด็กหญิงบัวทำงานที่บ้านคุณนายตำรวจหลังใหน แต่ก็หาไม่เจอจึงออกมารอหน้าหมู่บ้าน

สักครู่ เด็กหญิงบัวก็ขี่จักรยานออกมา โดยมีแต่เสื้อผ้าติดตัว ไม่มีกระเป๋าหรือสัมภาระใดๆ ใ
นตะกร้าหน้าจักรยานก็มีเพียงเศษอาหารที่จะรำมาให้สุนัขจรจัด
เมื่อเด็กหญิงบัวมาถึงจุดหมาย จำเลยก็ลงจากแท๊กซี่ไปรับ
แต่เด็กหญิงบัวไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาด้วย จึงจะขอกลับเข้าไปเอาเสื้อผ้าก่อน
จำเลยจึงบอกว่าไม่ต้องเอา ให้กลับไปด้วยกันเลย
ในระหว่างที่ จำเลยจะพาเด็กหญิงบัวกลับไปที่บ้านเช่าซึ่งอยู่ใกล้กับปั๊มน้ำมันที่จำเลยทำงานอยู่นั้น
จำเลยบอกกลับนายแดง คนขับแท๊กซี่ว่า ถ้ามีใครถามว่าไปส่งจำเลยที่ใหน ก็ให้บอกว่าไปส่งหมอชิต

********************************

หลังจากเด็กหญิงบัวออกจากบ้านคุณนายตำรวจ แล้วไม่กลับเข้าบ้าน
คนในบ้านก็รู้แล้วว่า เด็กหญิงบัวหนีออกจากบ้านไปแล้ว
นายตำรวจและคุณนาย จึงไปที่ป้อมยามหน้าหมู่บ้าน เพื่อขอดูวีดีโอวงจรปิด
เมื่อเปิดดูและประมวลภาพเหตุการณ์ จึงรู้ว่า เด็กหญิงบัว ขึ้นรถแท๊กซี่ ทะเบียน ทม.xxxx กทม สีเขียวเหลืองไป

เมื่อรู้ว่า ไปกับรถคันใหนแล้ว คุณนายตำรวจจึงนำภาพในวีดีโอวงจรปิดไปให้ตำรวจที่ สภ….ดู
เมื่อตำรวจดูและตรวจสอบทะเบียนแล้ว จึงไปตามนายแดง คนขับแท๊กซี่มาสอบปากคำว่า ไปส่งคนทั้งสองที่ใหน

นายแดงบอกกับตำรวจว่า ไปส่งที่หมอชิต
แล้วตำรวจก็ส่งเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งไปที่ขนส่งหมอชิต เพื่อตรวจสอบว่า จำเลยไปจังหวัดใหน
แต่เมื่อตรวจดูทั้งวีดีโอในขนส่งหมอชิต และสอบปากคำคนในขนส่งแล้ว ไม่ปรากฎว่า มีร่องรอยของบุคคลทั้งสอง

ตำรวจจึงไปเชิญตัวนายแดง คนขับแท๊กซี่ มาสอบปากคำอีกครั้ง
โดยครั้งนี้ ตำรวจเตือนนายแดงว่า ถ้าไม่บอกความจริง จะดำเนินคดีกับนายแดงด้วย

นายแดงกลัวความผิด จึงยอมบอกความจริงกับตำรวจไปว่า นำบุคคลทั้งสองไปส่งที่บ้านเช่าแห่งหนึ่ง แถวๆถนนเอกชัย
เมื่อตำรวจทราบข้อมูล จึงวางแผนจับกุม และ ขอหมายจับ

แต่…เรื่องนี้มีผู้ประสงค์ดีประสงค์ร้าย เป็นหนอนบ่อนใส้ในโรงพัก
นำความไปบอกให้เมียนายตำรวจ ก่อนที่ตำรวจในท้องทีื่จะไปขอหมายจับจากศาล

เมื่อคุณนายตำรวจผู้ยิ่งใหญ่รู้จึงวางแผนให้พวกของตัวเองไปจับจำเลยและเด็กหญิงบัวก่อน ตำรวจท้องที่ไปถึง

*******************************

ในเวลาเดียวกัน ทั้งจำเลย และเด็กหญิงบัวก็ยังคง พักอาศัยและทำงานอย่างมีความสุข โดยไม่รู้ว่าภัยกำลังจะมาถึงตัว

เรื่องราวจะเป็นอย่างไร โปรดรอต่อไป ตอน 3

ที่มา – https://www.facebook.com/photo.php?fbid=330376277373475&set=a.113116982432740.1073741828.100012033163351

เมื่อคุณนายรู้แล้วว่าเด็กหญิงบัวกับจำเลยพักอยู่ที่ใหน
ก็ให้ตำรวจนอกเครื่องแบบ ซึ่งเป็นลูกน้องสามี และคนงานของตนไปจับกุม จำเลยกับเด็กหญิงบัวทันที

*********************************
ขณะนั้นเป็นเวลาเที่ยง จำเลยกลับเข้ามาบ้านเช่าเพื่อทานอาหารกับครอบครัว โดยมีเด็กหญิงบัวพักผ่อนอยู่ในบ้าน
ยังไม่ทันที่จะทานข้าวอิ่ม จู่ๆก็มีชายชกรรจ์ ประมาณ 4 คนพร้อมอาวุธปืน
บุกเข้ามาในบ้าน อ้างว่า เป็นตำรวจ ขอจับกุมจำเลย และเด็กหญิงบัว
ฝ่ายจำเลย เด็กหญิงบัว ภรรยาจำเลย และลูกชายจำเลยวัย 4ขวบ สี่ชีวิตก็ตกใจสุดขีด
ด้วยจำเลยและภรรยาไม่รู้ว่า ทำอะไรผิด แต่เข้าใจว่า ตำรวจมาจับกุมแรงงานต่างด้าว
จำเลยก็อ้อนวอน กับ ชายทั้งสี่ว่า จำเลยและภรรยามีบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าว
อย่าจับพวกเขา เขาไม่ได้หลบหนีเข้าเมือง

ชายทั้งสี่ ไม่ฟังไม่ว่าจำเลยและภรรยาจะขอร้องหรือวิงวอนอะไร
ตรงกันข้าม 1ใน 4 คนนั้น กลับใช้ด้ามปืนตีไปที่หัวของจำเลยอย่างแรงจนหัวจำเลยแตก เลือดอาบ ส่วนภรรยาของจำเลยถูกตบและถีบกระเด็น
เด็กหญิงบัวและลูกชายจำเลย ต่างก็ร้องไห้ด้วยความกลัว

ผู้เคราะห์ร้ายทั้งสี่ชีวิต ต่างกลัว และหวาดผวา ไม่กล้าขัดขืน จึงยอมขึ้นรถกระบะไปกลับชายทั้งสี่แต่โดยดี

*******************************

เหมือนฟ้ามีตา เทวดา สงสาร

ทางด้านตำรวจที่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งมี ร้อยตำรวจเอก เด่น … เป็นพนักงานสอบสวน
ได้นำหมายจับของศาลและเจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมจำเลยจำนวนหนึ่ง
เมื่อตำรวจของ สภ…. ไปถึงบ้านเช่า ของผู้เคราะห์ร้ายทั้งสี่ ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับ
คนของคุณนายตำรวจกำลังนำบุคคลโชคร้ายทั้งสี่ออกจากบ้านเช่าพอดี
เมื่อ รตอ. เด่น เห็นเช่นนั้นก็เกิดการเข้าใจผิด คิดว่า จำเลยกำลังจะหลบหนี
จึงสั่งให้พลขับ ขับตามไปสกัดรถคันดังกล่าวทันที

เมื่อไปถึงก็บังคับให้หยุดรถ หนึ่งในชายสี่คน ลงมาจากรถ
แล้วเข้าไปแสดงตัว กับ รตอ.เด่น ว่าตนเองเป็นตำรวจยศจ่า
เป็นลูกน้องของ คุณนาย และกำลังจะนำตัวบุคคลทั้งสี่ไปหาคุณนาย
ขอให้ รตอ.เด่น ปล่อยด้วย

ฝ่าย รตอ. เด่น ก็อธิบายว่า เขาไม่สามารถปล่อยให้ทำเช่นนั้นได้
และขอตัวผู้ต้องหาทั้งสองกลับ สภ….ตามหมายจับของศาล

หลังการเจรจาต่อรองนานพอสมควร ฝ่ายตำรวจบ้านคุณนายก็ยอมส่งมอบตัว
ผู้ต้องหาทั้งสองคืนให้ รตอ.เด่น ไปแต่โดยดี

เมื่อ รตอ.เด่นนำตัว บุคคลทั่งสองมาที่สถานีตำรวจแล้ว ตั้งแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบว่า
มีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ ก็สอบปากคำจำเลย
จำเลยและเด็กหญิงบัว (โดยการสอบสวนของเด็กหญิงบัวเป็นไปตามหลักกฎหมายในการสอบสวนเด็กและเยาวชน)
ก็ให้การปฎิเสธว่าไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหา

ในส่วนของเด็กหญิง ถูกแยกดำเนินคดีต่างหาก ซึ่งถูกดำเนินคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด……
ส่วนจำเลยถูกเนินคดีในศาลผู้ใหญ่ คือ ศาลจังหวัด….

แต่ในคดีของเด็กบัวได้รับการพิจารณาคดีไปด้วยความรวดเร็ว ในขณะของจำเลยขบวนการล่าช้ากว่า

*****************************

ในระหว่างที่ จำเลยถูกขังระหว่างการพิจารณาคดีนั้น คดีของเด็กหญิงบัวก็มีการพิจารณา
ไปก่อนโดยมีภรรยาของจำเลยมาเป็นพยานในศาล

ในที่สุดความยุติธรรมก็มีจริง เมื่อถึงวันพิพากษาคดีของเด็กหญิง
บัว ศาลได้มีคำพิพากษา ยกฟ้อง และปล่อยตัวเด็กหญิงบัวให้พ้นมนทินไป
ซึ่งได้สร้างความแค้นให้กับคุณนายตำรวจมาก

เมื่อนางแพ้คดี ก็ไม่ยอมรามือ เพราะอีกไม่นาน คดีของพี่เขย ก็คือจำเลยในคดีนี้ก็ต้องขึ้นศาล
วิธีการที่คุณนายจะไม่แพ้คดี คือ…….
เด็กหญิงบัวและภรรยาของจำเลย
จะมาเป็นพยานให้จำเลยที่ศาลไม่ได้โดยเด็ดขาด

*********************************

เมื่อเด็กหญิงบัวชนะคดีก็กลับไปที่บ้านเช่าแถวถนนเอกชัยกับพี่สาว

แต่เมื่อไปถึงกลับเห็นสถาพห้องเช่าที่ถูกทำลายย่อยยับ ถามใครก็ไม่มีใครรู้
หรือตอบได้ มีเพียงเจ้าของห้องเช่าเดินมาบอกกับภรรยาของจำเลยว่า มีคนเข้ามาทำลายข้าวของ
และ สั่งให้เขาขับไล่ คนเช่าออกไป ซึ่งเขาก็กลัวและไม่รู้จะทำยังไง จึงขอให้ บุคคลทั้งสาม
คือ ภรรยาจำเลย บุตรชายจำเลยที่เป็นเด็ก 4 ขวบ และเด็กหญิงบัวออกจากห้องเช่าคืนนั้นเลย
โดยเขาคืนเงินมัดจำให้หมด

ทั้งสามชีวิต ไม่มีทางเลือก ต้องหอบหิ้วเสื้อผ้าข้าวของที่เหลือ
จากการทำลาย เก็บ ใส่กระเป๋า
เพื่อเดินทางกลับประเทศลาวในวันรุ่งขึ้นทันที

*********************************

แล้วคืนนี้ทั้งสามชีวิต จะไปซุกหัวนอนที่ใหน
เมื่อคนทั้งสามกลับไปประเทศลาวด้วยความหวาดกลัว
เขาจะกล้ากับมาประเทศไทย ที่แสนโหดร้าย
เพื่อมาเป็นพยาน ให้กับสามี และพี่เขยได้ใหม

*******************************

ตอนหน้า ผมจะเล่าในตอนสืบพยาน และการติดตามหาเด็กหญิงบัว ที่ประเทศลาวมาเป็นพยานให้ท่านฟังต่อไปครับ

*******************************

เมื่อผมฟังเรื่องราวจากจำเลยแล้วก็เกิดความสงสาร และปราถนาให้เขาพ้นทุกข์ให้ได้
แต่ภารกิจนี้ แม้จะเป็นทนายขอแรง ผมก็ต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่สุดความสามารถ

สิ่งที่ผมจะต้องทำ คือ
1. ตามหาเด็กบัวที่ประเทศลาว เพื่อมาเป็นพยานให้ได้
2.ตามหาคนขับรถแท๊กซี่มาเป็นพยาน

เหลือเวลาก่อนสืบพยานโจทก์แค่ 19 วัน ผมจะทำยังไง จะไปตามหาคนสองคนที่ใหน
แม้คนหนึ่งอยู่ในกรุงเทพ แต่ก็ใช่ว่าจะตามหาง่าย ถึงตามได้เขาก็จะยอมมาเป็นพยานหรือเปล่า
ซึ่งเด็กหญิงบัวและพี่สาว อยู่ที่ แขวงบริคำไชย ประเทศลาว ซึ่งเกิดมาผมไม่เคยไป
แล้วผมจะทำยังไง หรือถ้าผมไป เขาจะยอมมากับผมใหม คิดแล้วอยากลาไปเกิดใหม่

ในวันต่อมา ผมไปตามหาแท๊กซี่ แถว ๆ ปั๊มน้ำมันที่จำเลยเคยทำงานล้างรถ
ซึ่งไปสอบถามคนแถวนั้น ก็ให้ข้อมูลบ้างไม่ให้บ้าง จนผมตัดสินใจรอทั้งวัน
แต่ก็ไร้วี่แววแท๊กซี่คันนั้น (ทราบภายหลังว่ามีคนโทรไปบอกว่ามีคนมาตามหา เขาก็เลยกลัว)

สรุปวันนั้นผมไปเสียเวลาเปล่า

เมื่อผมตามหาแท๊กซี่ไม่ได้ ผมก็เหลือทางเดียว คือ ตามหาเด็กหญิงบัว
ผมเริ่มต้นใหม่ โดยการกลับไปหาจำเลยที่เรือนจำ เพื่อขอที่อยู่ และเบอร์โทรของเด็กหญิงบัว
เมื่อไปหาจำเลยที่เรือนจำ แล้วบอกวัตถุประสงค์ให้เขาฟังว่า ผมจะไปตามเด็กหญิงบัวมาเป็นพยานให้
แทนที่จำเลยจะดีใจ กลับทำสีหน้าเปลี่ยนไป และพูดกับผมทำนองถอดใจว่า
“พี่ทนายไม่ต้องไปหรอกครับ พี่ไปเขาก็ไม่มาหรอก เขากลัวคนไทย กลัวเมืองไทย
อีกอย่าง บ้านผมมันก็ห่างไกลมาก พี่ไปไม่ถูกหรอก ทั้งครอบครัวของผมก็ยากจนไม่มีเงินทองเดินทาง พี่ปล่อยผมเถอะครับ ผมยอมแพ้แล้ว”

พูดจบก็ร้องไห้ เล่นเอาทนายความต้องหลบหน้า เพราะอยากร้องไห้ไปด้วย ผมปลอบใจและบอกกับเขาว่า
“ผมตั้งใจมาช่วย ขอให้ผมได้ช่วยสักครั้งก่อนได้ใหม จะลำบากยากเย็นแค่ใหนผมก็จะพยายาม ให้โอกาสผมสักครั้งนะ “

ดูเหมือนจำเลยจะคลายความเศร้าและรับฟังเหตุผมของผม จึงยอมบอกเส้นทาง
และให้เบอร์โทรศัพท์ของภรรยาของเขา นอกจากนั้น ผมขอให้เขาเขียนจดหมาย 2 ฉบับ
เป็นภาษาลาว ฉบับแรกเขียนให้ผมในลักษณะว่าแนะนำว่า ผมเป็นทนายความของเขาในเมืองไทย
เดินทางมาประเทศลาวเพื่อมารับเด็กหญิงบัว เผื่อผมโชคร้าย ถูกทางการลาวจับ หรือไม่มีใครเชื่อ

อีกฉบับผมให้เขาเขียนจดหมายถึงลูกเมีย เผื่อไม่มีใครยอมเดินทางมาเป็นพยานกับผม

*********************************

เหลือเวลา แค่ 14 วันก่อนสืบพยาน ผมเริ่มติดต่อหาภรรยาของจำเลย โดยการโทรศัพท์ไปหา
นานกว่าที่ภรรยาจำเลยจะยอมรับสาย (คงเห็นรหัสจากประเทศไทยมั้ง) ผมจึงแนะนำตัวเอง
และบอกวัตถุประสงค์ ว่าจะไปรับเขาและเด็กหญิงบัวมาเป็นพยานให้
ในตอนนั้นดูเหมือนเขาจะไม่เชื่อผมแล้ว ซึ่งก็เป็นไปได้ที่เขาจะคิดเช่นนั้น
เพราะเขาเข้าใจว่าผมเป็นลูกน้องคุณนายตำรวจ

เมื่อเขาระแวงผม เขาก็ตัดสายทิ้ง และไม่ว่าผมจะพยายามโทรเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมรับสาย
ผมเริ่มหมดความหวังและกำลังใจ…

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ และเฝ้าแต่คิดหาหนทางช่วยจำเลย คิดไปคิดมาจนเผลอหลับไป
เช้าวันนั้น ผมนั่งดื่มกาแฟด้วยความเครียด อยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง จู่ ๆ เหมือนเทวดาเมตตา
ผมได้ยินนักธุรกิจสองคน สนทนากับว่า วันนั้น เขาจะไปสถานฑูตลาว เพื่อไปขอทำธุรกิจที่ลาว
โอ้…พระเจ้า สิ่งที่ผมมืดมนมาทั้งคืน บัดนี้ผมเริ่มมองเห็นแสงอำไพ อยู่เรือง ๆ

******************************

ผมตัดสินใจ เดินทางไปสถานฑูตลาวทันที
ผมขอพบท่านฑูต แต่ไม่ได้เข้าพบ มีเพียงเจ้าหน้าของสถานฑูต ชื่อ “ดวงแก้ว” (ชื่อสมมุติ) ออกมาคุยกับผม
แล้วผมก็เล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมด
คุณดวงแก้ว รับฟังและรับปากว่าจะหาทางช่วย ผมจึงฝากความหวังไว้กับคุณดวงแก้ว และฝากเบอร์โทรไว้

*********************************

ผ่านไป 3 วัน ผมเฝ้ารอการติดต่อกลับมาจากคุณดวงแก้ว อย่างทุรนทุราย
จนถึงช่วงเย็นของวันที่ 3 คุณดวงแก้ว ก็โทรมา
ฮัลโล คุณทนายแม่นบ่อ เสียงใส ๆ จากต้นสาย

ครับ

,คุณทนาย เรามีข่าวดีจะบอก
ตอนนี้เราติดต่อญาติของคุณ….(ชื่อจำเลย) ได้แล้ว เจ้าหน้าที่ของแขวงบริคำไช ประสานงานให้แล้ว เดี๋ยวทนายโทรไปเบอร์นี้นะ
คุณดวงแก้ว ให้เบอร์โทรศัพท์ของหัวหน้าหมู่บ้าน ที่เด็กหญิงบัวอยู่ให้กับผม (ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน เรียกอย่างไรผมก็ลืมแล้ว)

เมื่อผมได้เบอร์โทร ผมก็รีบโทรไปหาคนที่ลาวทันที
ตอนที่ผมโทรไป ดูเหมือนจะมีคนมารอฟังการสนทนาอยู่หลายคน
เมื่อผมเล่าเรื่องราวให้ฟัง ประกอบกันคุณดวงแก้วช่วยประสานงานไว้ ทุกอย่างจึงเริ่มง่ายขึ้น

ผมจึงปรึกษาและวางแผนในการเดินทางไปรับเด็กหญิงบัว กับหัวหน้าหมู่บ้าน ต่อไป

***********************-*********

เรื่องนี้ค่อนข้างยาวมากๆครับ ผมพยายามย่อสั้นๆแล้ว แต่ก็จบไม่ลง

ขออนุญาตต่ออีกตอนนะครับ ได้โปรด

ที่มา – https://www.facebook.com/photo.php?fbid=330701207340982&set=a.160392137705224.1073741830.100012033163351

*******************************

เมื่อผมฟังเรื่องราวจากจำเลยแล้วก็เกิดความสงสาร และปราถนาให้เขาพ้นทุกข์ให้ได้
แต่ภารกิจนี้ แม้จะเป็นทนายขอแรง ผมก็ต้องทำหน้าที่ให้เต็มที่สุดความสามารถ

สิ่งที่ผมจะต้องทำ คือ
1. ตามหาเด็กบัวที่ประเทศลาว เพื่อมาเป็นพยานให้ได้
2.ตามหาคนขับรถแท๊กซี่มาเป็นพยาน

เหลือเวลาก่อนสืบพยานโจทก์แค่ 19 วัน ผมจะทำยังไง จะไปตามหาคนสองคนที่ใหน
แม้คนหนึ่งอยู่ในกรุงเทพ แต่ก็ใช่ว่าจะตามหาง่าย ถึงตามได้เขาก็จะยอมมาเป็นพยานหรือเปล่า
ซึ่งเด็กหญิงบัวและพี่สาว อยู่ที่ แขวงบริคำไชย ประเทศลาว ซึ่งเกิดมาผมไม่เคยไป
แล้วผมจะทำยังไง หรือถ้าผมไป เขาจะยอมมากับผมใหม คิดแล้วอยากลาไปเกิดใหม่

ในวันต่อมา ผมไปตามหาแท๊กซี่ แถว ๆ ปั๊มน้ำมันที่จำเลยเคยทำงานล้างรถ
ซึ่งไปสอบถามคนแถวนั้น ก็ให้ข้อมูลบ้างไม่ให้บ้าง จนผมตัดสินใจรอทั้งวัน
แต่ก็ไร้วี่แววแท๊กซี่คันนั้น (ทราบภายหลังว่ามีคนโทรไปบอกว่ามีคนมาตามหา เขาก็เลยกลัว)

สรุปวันนั้นผมไปเสียเวลาเปล่า

เมื่อผมตามหาแท๊กซี่ไม่ได้ ผมก็เหลือทางเดียว คือ ตามหาเด็กหญิงบัว
ผมเริ่มต้นใหม่ โดยการกลับไปหาจำเลยที่เรือนจำ เพื่อขอที่อยู่ และเบอร์โทรของเด็กหญิงบัว
เมื่อไปหาจำเลยที่เรือนจำ แล้วบอกวัตถุประสงค์ให้เขาฟังว่า ผมจะไปตามเด็กหญิงบัวมาเป็นพยานให้
แทนที่จำเลยจะดีใจ กลับทำสีหน้าเปลี่ยนไป และพูดกับผมทำนองถอดใจว่า
“พี่ทนายไม่ต้องไปหรอกครับ พี่ไปเขาก็ไม่มาหรอก เขากลัวคนไทย กลัวเมืองไทย
อีกอย่าง บ้านผมมันก็ห่างไกลมาก พี่ไปไม่ถูกหรอก ทั้งครอบครัวของผมก็ยากจนไม่มีเงินทองเดินทาง
พี่ปล่อยผมเถอะครับ ผมยอมแพ้แล้ว”

พูดจบก็ร้องไห้ เล่นเอาทนายความต้องหลบหน้า เพราะอยากร้องไห้ไปด้วย ผมปลอบใจและบอกกับเขาว่า
“ผมตั้งใจมาช่วย ขอให้ผมได้ช่วยสักครั้งก่อนได้ใหม จะลำบากยากเย็นแค่ใหนผมก็จะพยายาม ให้โอกาสผมสักครั้งนะ “

ดูเหมือนจำเลยจะคลายความเศร้าและรับฟังเหตุผมของผม จึงยอมบอกเส้นทาง
และให้เบอร์โทรศัพท์ของภรรยาของเขา นอกจากนั้น ผมขอให้เขาเขียนจดหมาย 2 ฉบับ
เป็นภาษาลาว ฉบับแรกเขียนให้ผมในลักษณะว่าแนะนำว่า ผมเป็นทนายความของเขาในเมืองไทย
เดินทางมาประเทศลาวเพื่อมารับเด็กหญิงบัว เผื่อผมโชคร้าย ถูกทางการลาวจับ หรือไม่มีใครเชื่อ

อีกฉบับผมให้เขาเขียนจดหมายถึงลูกเมีย เผื่อไม่มีใครยอมเดินทางมาเป็นพยานกับผม

*********************************

เหลือเวลา แค่ 14 วันก่อนสืบพยาน ผมเริ่มติดต่อหาภรรยาของจำเลย โดยการโทรศัพท์ไปหา
นานกว่าที่ภรรยาจำเลยจะยอมรับสาย (คงเห็นรหัสจากประเทศไทยมั้ง) ผมจึงแนะนำตัวเอง
และบอกวัตถุประสงค์ ว่าจะไปรับเขาและเด็กหญิงบัวมาเป็นพยานให้
ในตอนนั้นดูเหมือนเขาจะไม่เชื่อผมแล้ว ซึ่งก็เป็นไปได้ที่เขาจะคิดเช่นนั้น
เพราะเขาเข้าใจว่าผมเป็นลูกน้องคุณนายตำรวจ

เมื่อเขาระแวงผม เขาก็ตัดสายทิ้ง และไม่ว่าผมจะพยายามโทรเท่าไหร่ เขาก็ไม่ยอมรับสาย
ผมเริ่มหมดความหวังและกำลังใจ…

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ และเฝ้าแต่คิดหาหนทางช่วยจำเลย คิดไปคิดมาจนเผลอหลับไป
เช้าวันนั้น ผมนั่งดื่มกาแฟด้วยความเครียด อยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง จู่ ๆ เหมือนเทวดาเมตตา
ผมได้ยินนักธุรกิจสองคน สนทนากับว่า วันนั้น เขาจะไปสถานฑูตลาว เพื่อไปขอทำธุรกิจที่ลาว
โอ้…พระเจ้า สิ่งที่ผมมืดมนมาทั้งคืน บัดนี้ผมเริ่มมองเห็นแสงอำไพ อยู่เรือง ๆ

******************************

ผมตัดสินใจ เดินทางไปสถานฑูตลาวทันที
ผมขอพบท่านฑูต แต่ไม่ได้เข้าพบ มีเพียงเจ้าหน้าของสถานฑูต ชื่อ “ดวงแก้ว” (ชื่อสมมุติ) ออกมาคุยกับผม
แล้วผมก็เล่าเรื่องราวให้ฟังทั้งหมด
คุณดวงแก้ว รับฟังและรับปากว่าจะหาทางช่วย ผมจึงฝากความหวังไว้กับคุณดวงแก้ว และฝากเบอร์โทรไว้

*********************************

ผ่านไป 3 วัน ผมเฝ้ารอการติดต่อกลับมาจากคุณดวงแก้ว อย่างทุรนทุราย
จนถึงช่วงเย็นของวันที่ 3 คุณดวงแก้ว ก็โทรมา
ฮัลโล คุณทนายแม่นบ่อ เสียงใส ๆ จากต้นสาย

ครับ

,คุณทนาย เรามีข่าวดีจะบอก
ตอนนี้เราติดต่อญาติของคุณ….(ชื่อจำเลย) ได้แล้ว เจ้าหน้าที่ของแขวงบริคำไช ประสานงานให้แล้ว เดี๋ยวทนายโทรไปเบอร์นี้นะ
คุณดวงแก้ว ให้เบอร์โทรศัพท์ของหัวหน้าหมู่บ้าน ที่เด็กหญิงบัวอยู่ให้กับผม (ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน เรียกอย่างไรผมก็ลืมแล้ว)

เมื่อผมได้เบอร์โทร ผมก็รีบโทรไปหาคนที่ลาวทันที
ตอนที่ผมโทรไป ดูเหมือนจะมีคนมารอฟังการสนทนาอยู่หลายคน
เมื่อผมเล่าเรื่องราวให้ฟัง ประกอบกันคุณดวงแก้วช่วยประสานงานไว้ ทุกอย่างจึงเริ่มง่ายขึ้น

ผมจึงปรึกษาและวางแผนในการเดินทางไปรับเด็กหญิงบัว กับหัวหน้าหมู่บ้าน ต่อไป

***********************-*********

เรื่องนี้ค่อนข้างยาวมากๆครับ ผมพยายามย่อสั้นๆแล้ว แต่ก็จบไม่ลง

ขออนุญาตต่ออีกตอนนะครับ ได้โปรด

ที่มา – https://www.facebook.com/photo.php?fbid=330701207340982&set=a.160392137705224.1073741830.100012033163351

********************************

ผมขับรถจากจังหวัดน่าน มากรุงเทพฯ ด้วยความทุกข์ใจ เพราะเหลือเวลา เพียงไม่กี่วันที่จะสืบพยานแล้ว

ผมจะทำยังไงดี ในเมื่อ ตอนนี้ สิ่งที่ผมวางแผนไว้ พังทลายหมดสิ้น
ผมไม่กล้าไปพบหน้าจำเลยที่เรือนจำ เพราะผมไม่กล้ามองหน้าจำเลย

********************************

เมื่อถึงวันสืบพยานวันแรก ซึ่งเป็นวันสืบพยานโจทก์ ผมเดินทางไปเตรียมตัวที่ศาลแต่เช้า
แต่การไปทำหน้าที่ของผมในวันนั้น ผมกลับไม่รู้สึกท้อแท้ แปลกมากๆ ผมมีความรู้สึกในใจว่า
ต้องช่วยจำเลยให้พ้นมลทินให้ได้

ระหว่างที่ผม นั่งรอเวลาอยู่หน้าห้องพิจารณานั้น
จู่ ๆ ก็มีชายคนหนึ่ง สวมชุดเหมือนคนขับรถแท๊กซี่ ในมือถือเอกสารบางอย่าง ทำหน้างง ๆ เดินตรงมาหาผม
เมื่อมาถึง ก็ยื่นเอกสารให้ผมดู ซึ่งมันคือ หมายเรียกพยาน

ผู้ชายคนนี้ ได้รับหมายเรียกให้มาเป็นพยานของอัยการโจทก์ในคดีที่ผมเป็นทนายจำเลย
ด้วยความที่ชายคนนี้เพิ่งมาศาล ก็เลยไม่รู้จะถามใครว่าต้องไปติดต่อบัลลังค์ไหน และเห็นผมอยู่จึงมาถามหาห้องพิจารณาคดี

โอ้..!! สวรรค์มีตา เขาคือชายที่ผมตามหา ชายคนนี้ คือคนขับแท๊กซี่ที่ไปส่งจำเลยและเด็กหญิงบัวนั่นเอง

ผมยังไม่เปิดเผยตัวเอง แต่ผมเริ่มชวนเขาคุยก่อน ผมถามว่าเขาเกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร
เขาเล่าเหตุการณ์ตามความจริง ตั้งแต่ รับจำเลยเพื่อไปหาเด็กหญิง จนกระทั่งพาจำเลยและเด็กหญิงบัวไปส่ง

จากเหตุการณ์ที่เขาเล่า ไม่มีถ้อยคำใหนที่เขาจะปรักปรำจำเลยแม้แต่นิดเดียว
ผมก็เลยแสดงตัว ว่า ผมเป็นทนายของจำเลย ตั้งใจช่วยจำเลย ขอให้เขาเล่าความจริงให้ศาลฟัง

เมื่อเขารู้ว่าผมเป็นใคร ดูเหมือนเขาจะดีใจมากและรับว่า จะเบิกความต่อศาลด้วยความสัตย์จริง

เมื่อถึงเวลาสืบพยานโจทก์ พยานคนแรกที่ขึ้นเบิกความ คือ คุณนายตำรวจ

พยานพยายามเบิกความ ปรักปรำจำเลยและเด็กหญิงบัวอย่างหนัก

เมื่อผมถามค้านคุณนายตำรวจว่า

“เมื่อพยานกล่าวหาว่า จำเลยและเด็กหญิงบัวร่วมกันลักทรัพย์ของพยาน ดังนั้น เด็กหญิงบัวต้องถูกดำเนินคดี ต่อศาลด้วยใช่หรือไม่”

พยานตอบ “ใช่”

ผมถามต่อไปว่า “ในคดีที่เด็กหญิงบัว เป็นจำเลย ตัวพยานก็เคยไป เบิกความปรักปรำเด็กหญิงบัวในฐานะผู้เสียหาย ด้วย ใช่หรือไม่

เมื่อถึงตรงนี้ พยาน เริ่มลังเล และตอบว่า ” จำไม่ได้”

ออกอาการดื้อแพ่งกันเห็นๆ

ผมจึงนำคำเบิกความที่คุณนายตำรวจ ไปเบิกความต่อศาลเยาวชนฯ ทีเด็กหญิงบัว เป็นจำเลยในฐานะผู้เสียหาย
แล้วถามพยานว่า ลายมือในคำให้การนี้เป็นลายมือพยาน ใช่หรือไม่

เมื่อคุณนายเห็นลายมือตัวเอง ก็พูดไม่ออก ต้องจำใจยอมรับว่าใช่

ผมจึงถามต่อว่า ในคดีนั้น ศาลพิพากษายกฟ้อง ใช่หรือไม่

คุณนายก็จำเป็นต้องตอบว่าใช่

ผมจึงตอกย้ำอีกครั้งว่า พยานกล่าวหาว่า จำเลยร่วมกันลักทรัพย์ แต่จำเลยไม่ได้เข้าไปในบ้านของพยานใช่หรือไม่

พยานตอบใช่ แต่ก็พยายามจะเถียง

เมื่อสืบพยานไปได้สักพัก ก็เริ่มเห็นว่า คุณนายเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ และบ่ายเบี่ยงพยายามไม่ตอบคำถาม จนศาลต้องสั่งให้ตอบ

(***ขอเล่าเรื่องย่อสรุปรวบลัดไปเลยนะครับ***)

ในการสืบพยานโจทก์วันแรกนั้น

สิ่งที่น่าปลื้มใจที่สุด คือ พยานโจทก์ทุกปาก ยกเว้นคุณนายและลูกสาว ประกอบด้วย
พนักงานสอบสวน และคนขับแท๊กซี่ ต่างเบิกความเป็นประโยชน์ และช่วยเหลือจำเลย
แม้แต่อัยการก็ไม่ถามติง ในประเด็นที่พยานเบิกความเข้าข้างจำเลย

มาทราบภายหลังหลังสืบพยานเสร็จ ทุกคนเชื่อว่า จำเลยไม่ได้ทำผิด นั่นเอง

****************************

ต่อมา ในวันที่ 2 วันสืบพยานจำเลย

เดิมที ผมตั้งใจจะนำเด็กหญิงบัว และ ภรรยาของจำเลย มาเป็นพยานให้จำเลย
แต่กลังจากผมไปตามที่ประเทศลาว ก็ต้องผิดหวังกลับมา
วันนี้ จึงมีพยานเพียงจำเลย คนเดียว
ในวันนี้ จำเลย หน้าหมองเศร้า เมื่อพบหน้าผม ก็ถามหา แต่ภรรยา ว่าจะมาตอนใหน
ผมไม่กล้าตอบจำเลย จึงบ่ายเบี่ยงไปว่า เดี๋ยวก็คงมา
เมื่อสืบพยานจำเลย ในขณะสืบพยานไปนั้น จำเลยมีสีหน้าวิตกตลอดเวลา

จนกระทั้งสืบพยานจำเลยใกล้ๆจะเสร็จสิ้น จู่ ๆ ก็มีคนเปิดประตูเข้ามาในห้องพิจารณา
และเมื่อผมหันไปมองพร้อม ๆ กับจำเลยอละคนอื่น ๆ ในห้องพิจารณา ภาพที่เห็นอยู่ที่น่าประตูห้องพิจารณา คือ
เด็กหญิงบัว และภรรยาจำเลย ในสภาพยืนหอบเอกสารและหายใจเหนื่อยหอบด้วยความอ่อนแรง

เมื่อจำเลยมองเห็นภรรยา ก็ถึงกับน้ำตาร่วงกลางศาล

ผมต้องรีบเดินไปบอกให้เด็กหญิงบัวและภรรยาจำเลย ไปนั่งรอนอกห้องพิจารณา
จนกระทั้งสืบจำเลยเสร็จสิ้น ผมจึงนำเด็กหญิงบัวและภรรยาจำเลยเข้าเบิกความภายหลัง ตามลำดับ
จนกระทั่ง สืบพยานทุกฝ่ายเสร็จสิ้น ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษา ในอีก 15 วันต่อมา

*********************************

ในวันฟังคำพิพากษามีเพียงจำเลยและผมเท่านั้นที่ไปฟังคำพิพากษา
ส่วนเด็กหญิงบัว และภรรยาไม่มาเพราะกลับไปประเทศแล้ว
เมื่อศาลขึ้นนั่งบัลลังค์ อ่านคำพิพากษา จำเลยมีอาการตื่นเต้นและกังวลใจ

ศาลอ่านคำพิพากษา เชื่อว่า จำเลยไม่ได้ทำผิด พิพากษายกฟ้อง

จำเลยร้องไห้ในศาล ก้มลงคุกเข่ากราบศาล และ หันมากราบเท้าผม

ผมตบตรงหลังจำเลยเบาๆ และให้เงินค่ารถ กับจำเลยไป 1,500 บาท เพื่อเป็นค่าเดินทาง

คดีนี้ศาลสั่งจ่ายเงินค่าทนายให้ผม 4,000 บาท

ขาดทุนไปหลายตังค์ 5555

******************************

เรื่องราวทั้งหมดจึงจบลงเพียงย่อๆเท่านี้
ขอบคุณครับ ที่ติดตามมาทุกตอน

ที่มา – https://www.facebook.com/photo.php?fbid=330829267328176&set=a.113116982432740.1073741828.100012033163351

1 thought on “เรื่องเล่าจากทนายเกิดผล…ตอน หนูอยากกลับบ้าน

  1. ลิ้งค์ที่กดไม่ได้ เนื่องจากเป็นเฟซเก่าของทนายเกิด ดีแต่ว่าผมเซฟไปลงเว็บบอร์ดไว้ บทความดี ๆ แบบนี้จึงได้อยู่มาให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *